ข้อมูลส่วนตัวรั่ว ต้องทำอะไรบ้าง

·
หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัย มีมือถือวางอยู่ข้าง ๆ

ข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทั้งจากเหตุที่บริษัทถูกเจาะระบบ จากพนักงานที่นำข้อมูลออกไป หรือจากการที่เราเผลอกรอกข้อมูลในเว็บปลอม สิ่งที่ทำได้คือลดความเสียหายให้เร็วที่สุดและใช้สิทธิที่มีตามกฎหมาย

รู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลรั่ว

  • ได้รับอีเมลแจ้งจากบริษัทว่ามีเหตุข้อมูลรั่วไหล
  • มีสายโทรเข้ามาที่รู้ชื่อ นามสกุล และข้อมูลของเราแม่นผิดปกติ
  • ได้รับพัสดุเก็บเงินปลายทางที่ไม่ได้สั่ง
  • มีอีเมลแจ้งการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์หรือประเทศที่ไม่ใช่ของเรา
  • เจอชื่อหรืออีเมลของตัวเองในบริการที่ตรวจสอบข้อมูลรั่วไหล

ทำทันทีเมื่อรู้

1. เปลี่ยนรหัสผ่าน เริ่มจากอีเมลหลักก่อน เพราะเป็นกุญแจที่ใช้กู้บัญชีอื่นทั้งหมด แล้วตามด้วยบัญชีธนาคาร บัญชีที่ผูกบัตร และโซเชียล

อย่าใช้รหัสซ้ำกันหลายที่ เพราะเมื่อที่หนึ่งรั่ว มิจฉาชีพจะเอาไปลองกับที่อื่นทันที

2. เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น ทุกบัญชีที่รองรับ ข้อนี้มีผลมากที่สุดในการป้องกัน แม้รหัสผ่านจะรั่วไปแล้วก็ตาม

3. ตรวจรายการเดินบัญชีย้อนหลัง ทั้งบัญชีธนาคารและบัตรเครดิต มองหารายการเล็ก ๆ ที่ไม่คุ้น เพราะมิจฉาชีพมักทดลองด้วยยอดน้อยก่อน

4. ตรวจอุปกรณ์ที่ล็อกอินอยู่ บัญชีใหญ่ ๆ มีหน้าแสดงอุปกรณ์ที่เข้าใช้งาน ให้ออกจากระบบทุกเครื่องที่ไม่รู้จัก

5. ระวังการหลอกซ้ำ หลังข้อมูลรั่ว มักตามมาด้วยสายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือตำรวจ โดยใช้ข้อมูลที่รั่วมาสร้างความน่าเชื่อถือ หน่วยงานจริงไม่ขอรหัส OTP และไม่ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ

สิทธิที่คุณมีตาม PDPA

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สิทธิหลายอย่างกับเจ้าของข้อมูล ที่ใช้ได้ในกรณีนี้ ได้แก่

  • สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล ขอให้องค์กรบอกว่าเก็บข้อมูลอะไรของคุณไว้บ้าง
  • สิทธิขอให้ลบข้อมูล เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องเก็บต่อ
  • สิทธิคัดค้านการเก็บหรือใช้ข้อมูล
  • สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล
  • สิทธิร้องเรียน ต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล

องค์กรที่เก็บข้อมูลมีหน้าที่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และมีหน้าที่จัดให้มีช่องทางให้เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิได้

รายละเอียดของสิทธิแต่ละข้ออยู่ในPDPA เบื้องต้น สิทธิของเจ้าของข้อมูลมีอะไรบ้าง

วิธีใช้สิทธิกับองค์กรที่ทำข้อมูลรั่ว

  1. หาช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรนั้น มักอยู่ในหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์
  2. ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุชัดว่าใช้สิทธิข้อไหน และต้องการอะไร
  3. เก็บสำเนาคำขอและวันที่ส่งไว้
  4. ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองในเวลาอันสมควร ให้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อไรควรแจ้งความ

ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เช่น เงินหาย มีคนใช้ชื่อคุณเปิดบัญชีหรือสมัครสินเชื่อ หรือถูกแอบอ้างตัวตน ควรแจ้งความเพื่อมีหลักฐานไว้ใช้ต่อ

ขั้นตอนการแจ้งความคดีออนไลน์อยู่ในแจ้งความออนไลน์กรณีถูกโกง ทำอย่างไร

ถ้าถูกเปิดสินเชื่อในชื่อเราแล้วเริ่มมีคนโทรมาทวง ผู้ทวงมีขอบเขตที่ทำได้จำกัด ดูในพรบ ทวงหนี้ ทวงได้ถึงกี่โมง และห้ามทำอะไรบ้าง

ลดความเสี่ยงในระยะยาว

  • ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน เพื่อให้ทุกบัญชีมีรหัสที่ต่างกันโดยไม่ต้องจำ
  • แยกอีเมลสำหรับสมัครบริการทั่วไป ออกจากอีเมลที่ใช้กับธนาคารและงานสำคัญ
  • ให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น ร้านค้าทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้เลขบัตรประชาชนหรือวันเกิดของคุณ
  • ถ้าต้องส่งสำเนาบัตรประชาชน ให้ขีดคร่อมและเขียนกำกับ ว่าใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด กับใคร และลงวันที่
  • อ่านว่าเรากดยินยอมอะไรไป โดยเฉพาะช่องที่ให้ส่งข้อมูลต่อให้พันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งมักถูกติ๊กไว้ให้แล้ว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับความคาดหวัง

ข้อมูลที่รั่วออกไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือทำให้ข้อมูลนั้นใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ ด้วยการเปลี่ยนรหัส เปิดการยืนยันสองชั้น และเฝ้าระวังบัญชีการเงิน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

← กลับหน้าแรก